Join MultiplyOpen a Free ShopSign InHelp
MultiplyLogo
SEARCH
วันนี้ได้รับจดหมายประทับตราหน้าซองว่า  "ด่วน"  และมุมล่างประทับคำว่า  "ลับมาก"  พอเปิดเข้าไปดูเนื้อในก็ได้พบว่า  เป็นจดหมายและมีแบบสอบถามแนบมาด้วย  ในนั้นบอกว่าเป็นแบบสอบถามงานวิจัยระดับปริญญาเอก  เกี่ยวกับโมเดลการบริหารการเงินโรงเรียนพระปริยัติธรรม  แผนกสามัญศึกษา  ยังดีที่มีแนบซองเปล่าสำหรับส่งกลับมาด้วย  แต่กลับไม่ติดสแตมป์ที่ซองเปล่านั้น  หากแต่ไปพบว่าสแตมป์ราคาห้าบาท  ถูกเย็บด้วยสแต๊ปเปิ้ลบนซองนอก  ซึ่งทำให้นึกขำว่า  จะรีบอะไรอะไรนั้น  ทำไมไม่ทำให้เสร็จเรียบร้อยก่อน  ค่อยส่งไปยังกลุ่มตัวอย่าง

พออ่านจดหมายนำแล้วทำให้ทราบว่า  ผู้วิจัยอยากให้ผู้อำนวยการโรงเรียนกับเจ้าหน้าที่การเงินโรงเรียน  ตอบแบบสอบถามคนละฉบับ  เลยทำให้ผู้เขียนเกิดความลังเลว่าจะตอบคำถามเหล่านั้นได้อย่างไร  เพราะเป็นแบบสอบถามที่สอบถามข้อมูลต่างๆ  ในเชิงลึก  จนอดที่จะคิดไม่ได้ว่า  จะมีโรงเรียนไหนบ้างที่จะลงมือคำนวณจำนวนเงินย้อนหลังไปถึงหกปีก่อนที่ต้องจำแนกเป็นค่าใช้จ่ายในหมวดต่างๆ  ตามที่ผู้วิจัยต้องการได้ 

เมื่อมองแบบสอบถามสองฉบับนี้  ก็พบว่าเป็นแบบสอบถามฉบับที่มีเนื้อหาเหมือนกัน  แต่ให้แยกตอบในฐานะผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่การเงิน  หากจะให้ความเป็นธรรมในส่วนของการกรอกข้อมูลตัวเลขการเงินที่เจ้าหน้าที่การเงินโรงเรียนคงจะพอทำให้ได้  แต่ข้อคำถามที่ถามในนโยบายการบริหารการเงิน  จะให้เจ้าหน้าที่การเงินตอบได้อย่างไร  ในเมื่อเขาเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ทำงานตามคำสั่ง  ไม่ใช่ผู้กำหนดแนวทางการทำงานหรือนโยบาย  ถ้าเขาแสดงความคิดเห็นในภาระงานที่เขาไม่ได้รับผิดชอบหรือรู้เรื่อง  ก็อดคิดไม่ได้อีกว่า  คำตอบของเขาจะมีความเที่ยงตรงต่อประเด็นคำถาม/ปัญหาได้หรือไม่  และไม่รวมถึงการขาดสารสนเทศ  ไม่มีใบปะหน้าสำหรับบอกสารสนเทศว่า  แบบสอบถามนี้จะนำไปใช้ประโยชน์อะไร  และจะให้ความมั่นใจในการปกปิดข้อมูลที่ตอบไปอย่างไร

จริงๆ  แล้ว  งานวิจัยเล่มนี้  น่าจะเก็บข้อมูลจาก  ๑.  ผู้จัดการโรงเรียน  ที่เป็นผู้รับผิดชอบการเงินโรงเรียน  และ  ๒.  ผู้อำนวยการโรงเรียนหรือรองผู้อำนวยการที่รับผิดชอบการเงิน  มากกว่าที่จะไปถามเจ้าหน้าที่  เพราะโรงเรียนพระปริยัติธรรม  แผนกสามัยศึกษา  มีผู้จัดการโรงเรียนเป็นคนดูแลการเงินของโรงเรียนทั้งระบบ  อาจจะได้ข้อมูลที่สอดคล้องกับการนำเสนอโมเดลการบริหารการเงินได้อย่างน่าเชื่อถือมากกว่า 

หรือการที่ผู้วิจัยต้องการข้อมูลการใช้จ่ายเงินด้านต่างๆ  ของโรงเรียนพระปริยัติธรรม  ก็อาจจะไปขอข้อมูลทุกโรงเรียนทั่วประเทศได้จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  น่าจะสะดวกต่อโรงเรียนต่างๆ  มากกว่า  เพราะเวลาผ่านไปถึงหกปี  จะมีซักกี่โรงเรียนที่เก็บข้อมูลการเงินไว้อย่างครบถ้วน  ยิ่งโรงเรียนพระปริยัติธรรมมีการเปลี่ยนแปลงบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่บ่อยๆ  จะสามารถหาข้อมูลช่วยตอบแบบสอบถามให้แก่ผู้จัยได้หรือไม่

ความจริงแล้ว  การที่ผู้วิจัยจะทำแบบสอบถามไปถามใคร  ผู้เขียนก็อยากจะแสดงความคิดเห็นว่า  ขอให้คำนึงถึงบริบทความเป็นจริงที่ท่านจะได้รับความร่วมมือในการให้ข้อมูลได้หรือไม่  ยิ่งแบบสอบถามยาวๆ  หลายแผ่น  อ่านแล้วก็สับสนงุนงง  และยุ่งยากที่จะกรอกข้อมูลเช่นนี้  ท่านจะได้แบบสอบถามกลับคืนไปซักกี่ฉบับ  เป็นเรื่องที่น่าคิด

ทำให้อดคิดถึงนักศึกษาปริญญาเอกท่านหนึ่ง  เดินทางมาเชิญผู้เขียนถึงหนองคายให้ไปร่วมวิพากย์ผลการวิจัยที่โคราช  ทำให้ผู้เขียนรู้สึกซาบซึ้งจนได้รับปากไปร่วมงาน  แม้จะเดินทางไกลและได้พูดเพียงแค่สิบกว่านาที  แต่นักศึกษาท่านนั้นก็ให้เกียรติผู้เขียนมาก  แม้ว่าท่านจะเป็นผู้ใหญ่ด้วยวัยและฐานะมากกว่าผู้เขียน  แต่ท่านก็ให้ความนับถือผู้เขียน  จนผู้เขียนรู้สึกเป็นเกียรติและยินดีให้ความร่วมมือในการวิจัยของท่านอย่างเต็มที่ 

ซึ่งต่างจากการจะตอบแบบสอบถามชุดนี้  ที่รู้สึกอึดอัดไม่ว่าจะตอบข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็น  เพราะมีความรู้สึกว่ากำลังถูกบังคับให้ตอบคำถามที่ตัวเราไม่อยากจะตอบสักเท่าไร  อันเป็นเหตุมาจากเกิดอาการมึนงงกับแบบสอบถามที่ยาวถึงสิบหน้าและคำถามที่อ่านแล้วก็ชวนสับสนงุนงงอยู่ทุกๆ  หน้า

0 Comments
Add a Comment