Join MultiplyOpen a Free ShopSign InHelp
MultiplyLogo
SEARCH

My Blog

ข้อเสนอแนะ

การพัฒนาสมรรถนะในการบริหารของผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม  แผนกสามัญศึกษา

พระมหาธราบุญ  จิรชีโว

๑๓  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๕

 

สมรรถนะส่วนบุคคล

          การมีวินัย  ต้องตระหนักว่า  ผู้บริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรม  แผนกสามัญศึกษา  มีฐานะเป็นพระภิกษุ  เป็นผู้บริหารสถานศึกษา  เป็นพระสังฆาธิการและมีภาระงานอื่นๆ  ที่สังคมขอความร่วมมือและคาดหวัง  จึงต้องแสดงบทบาทให้ถูกต้องเหมาะสมในโอกาสต่างๆ

          การประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี  ต้องให้ความสำคัญทางด้านมาจากมากที่สุด  เพราะครูขาดกำลังใจหรือไม่กล้าพูดความจริง  เมื่อผู้บริหารเป็นคนไม่รับฟังความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงาน 

          การดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม  ต้องไม่เสพสิ่งเสพติดทุกชนิด  แต่ต้องประพฤติกิจของสงฆ์ให้เป็นแบบอย่างของผู้ใต้บังคับบัญชา  โดยไม่ใช้ข้ออ้างว่า  มีภาระงานมากจนไม่มีเวลาทำกิจของสงฆ์

          ความรักและศรัทธาในวิชาชีพ  ต้องพัฒนาโรงเรียนพระปริยัติธรรม  ให้เป็นที่ยอมรับของสังคมว่า  จัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและมีผลผลิตที่ดีมีคุณภาพเช่นกับโรงเรียนของรัฐและเอกชนทั่วไป

          ความรับผิดชอบในวิชาชีพ  ต้องพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารและการสอนควบคู่กันไป  โดยจะต้องพัฒนาตนเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นได้ยึดถือปฏิบัติตาม  เพราะผู้บริหารจะได้รับความคาดหวังจากคนในองค์กรทุกฝ่ายว่า  จะเป็นผู้นำ  กล้ารับผิดชอบแทนลูกน้องหรือกล้าออกหน้าแทนเพื่อนร่วมงาน

 

สมรรถนะหลัก

          การมุ่งผลสัมฤทธิ์  ขาดความสามารถในการวางแผนอย่างมาก  หรือวางแผนไม่ดี  ทำไม่เป็น  หรือไม่สามารถอธิบายแผนให้คนอื่นเข้าใจ  หรือไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น

          การบริการที่ดี  ผู้บริหารที่เป็นพระภิกษุ  อาจติดอยู่กับความสบายที่ชาวบ้านอุปถัมภ์หรือบริการ  บางครั้งผู้บริหารกลับทำตนเป็นผู้รับบริการเสียเอง  คอยให้ครู-นักเรียนทำอะไรต่อมิอะไรให้แก่ตัวผู้บริหารเสียเอง  เช่น  ใช้ให้ครูทำงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษาให้ผู้บริหาร  ใช้ในกิจอื่นๆ  ที่ทำให้โรงเรียนเสียประโยชน์  เป็นต้น

          การพัฒนาตนเอง  ต้องพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษและทักษะการรู้ไอซีทีอย่างเร่งด่วน  เพราะทั้งสองอย่างนี้  มีความจำเป็นเร่งด่วนมากที่สุดในยุคปัจจุบัน  ที่จะพาโรงเรียนไปสู่มาตรฐานสากลได้

          การทำงานเป็นทีม  ผู้บริหารบางส่วน  มักจะถูกมองว่าไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น  มักจะถือความคิดตนเป็นใหญ่  อาจเพราะคิดว่าตนเป็นพระผู้ใหญ่  บางทีก็มองเพื่อนร่วมงานเป็นลูกศิษย์ในเวลาที่ควรจะมองว่าเป็นเพื่อนร่วมงาน  แต่อาจมองกลับกันในกรณีที่ควรจะมองว่าเป็นเพื่อนร่วมงาน  หากแต่ไปมองว่าเพื่อนร่วมงานเป็นลูกศิษย์  นั่นก็คือการขาดการให้เกียรติเพื่อนร่วมงาน

 

สมรรถนะประจำสายงาน

          การวิเคราะห์  สังเคราะห์และการวิจัย  แม้จะจบปริญญาโทเป็นส่วนมาก  แต่ก็ไม่ได้พัฒนาความสามารถทางการวิจัยเพิ่มเติมในการทำงานที่โรงเรียน  มักละเลยและมองว่าเป็นความยุ่งยากในการทำการวิจัย

          การสื่อสารและการจูงใจ  ขาดความสามารถในการจูงใจให้ทุกฝ่ายพัฒนาโรงเรียนร่วมกัน  อาจต้องปรับวิธีทำงานโดยการใช้เทคนิค  TQM  มาเป็นแบบแผนการทำงาน  โดยลดอคติที่มีต่อกันลง  แล้วทำงานเพื่อมุ่งประโยชน์สาธารณะให้สำเร็จ

          การพัฒนาศักยภาพบุคคล  ขาดหรือไม่ค่อยมีการแนะนำ  ให้คำปรึกษาเป็นรายบุคคลมากนัก  เพราะทิฐิมานะของครูที่มีอายุงานมากกว่า  มักจะไม่ค่อยยอมรับผู้บริหารที่จบใหม่  ที่ยังมีประสบการณ์อาจจะยังไม่มากพอ

          การบริหารองค์กร  ต้องพัฒนาภาวะผู้นำด้านยุทธศาสตร์เร่งด่วน  เพราะผู้บริหารเป็นหัวใจหลักของระบบการทำงานทั้งหมด  ต้องมีกลยุทธ์ทำงานที่มีประสิทธิภาพ

          การมีวิสัยทัศน์  เป็นปัญหาใหญ่ของผู้บริหารทุกคน  แต่อย่างน้อยต้องรู้ว่าโรงเรียนของตนยืนอยู่ในจุดใหและจะพัฒนาไปในทิศทางใดด้วย

          ความคิดรวบยอด  ขาดทักษะการคิดสร้างสรรค์  และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ  เพราะบางโรงเรียนเปิดทำการมา  ๑๐-๒๐  ปีแล้ว  แต่เคยล้าหลังอย่างไรก็ยังคงด้อยการพัฒนาอยู่เช่นนั้น

          การคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ  เป็นเรื่องสำคัญที่สุด  ต้องพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาโดยเฉพาะด้านการแก้ปัญหารายวันที่เกิดขึ้นในโรงเรียน  ที่เกี่ยวกับครู-นักเรียน  ในเรื่องต่างๆ 

 

ประเด็นที่ต้องการให้พัฒนาสมรรถนะเป็นพิเศษ

          เรื่อง  การทำงานเป็นทีม  ปัญหาอยู่ที่ผู้บริหารไม่ค่อยยอมรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงานอย่างจริงใจ  ยึดตนเป็นศูนย์กลางของระบบ  การทำงานจึงหวังพึ่งแต่ตัวบุคคลเป็นหลัก  ทุกคนควรมีฐานะเท่าเทียมกันในองค์กร  ทุกความคิดควรได้รับการนำมาพิจารณาด้วยเหตุผล  เพราะองค์กรจะขับเคลื่อนได้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการร่วมคิดร่วมทำและเสียสละเพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพ  จึงจะถือว่าบรรลุตามวัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษา



ชื่อผู้ตอบแบบสอบถาม: พระมหาธราบุญ (คูจินดา) จิรชีโว
๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

เรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา

. ทิศทางการศึกษาไทยทุกระดับ/ประเภท/กลุ่มการศึกษาและกลุ่มแรงงานกลุ่มผู้ไม่รู้หนังสือจะเป็นอย่างไร

มีแนวโน้มที่จะมีคุณภาพชีวิตต่ำ มีโอกาสที่จะตกงานสูง เพราะขาดความรู้ความสามารถที่จำเป็นสำหรับการทำงานขั้นสูง อาจจะได้ทำงานในภาคบริการที่ใช้แรงงานหนักแต่ได้รับค่าตอบแทนต่ำ และจะขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่มีความสุขในการดำรงชีวิตเพราะการไม่รู้หนังสือเป็นอุปสรรคต่อการแสวงหาความรู้และประสบการณ์ชีวิต


. ถ้าจะให้บุคคลเหล่านี้มีโอกาสในการศึกษามากขึ้น รัฐ ชุมชน เอกชน องค์กรทางการศาสนา และองค์กรทางภาคธุรกิจควรจะทำอย่างไร

ต้องจัดการศึกษาที่เน้นวิชาชีพให้กลุ่มคนที่ไม่รู้หนังสือจะเหมาะสมกว่าการนำคนเหล่านี้กลับเข้าไปสู่ระบบการศึกษาสามัญ เพราะถึงแม้คนกลุ่มนี้จะมีความหลากหลายทางสังคม แต่ก็น่าจะมีปัญหาพื้นฐานเดียวกันคือความยากจน จนไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาได้ ถึงแม้รัฐจะจัดการศึกษาฟรี แต่ยังมีกลุ่มคนที่ยากจนมากหรือคนไร้สัญชาติ ที่ขาดโอกาสทางการศึกษา องค์กรต่างๆ ควรจะมีนโยบายช่วยเหลือกลุ่มคนที่ไม่รู้หนังสือ เช่น วัดจัดตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา บริษัทเอกชนใหญ่ๆ จัดตั้งสถาบันการศึกษาเพื่อฝึกวิชาชีพและนำคนกลุ่มนี้เข้าทำงาน เป็นต้น


. การขยายโอกาสทางการศึกษาตามแนว พ...การศึกษาแห่งชาติ พ.. 2542 และแผนการศึกษาแห่งชาติทั้งในส่วนของการกำหนดนโยบาย การให้การส่งเสริมสนับสนุน และการเปิดโอกาสให้เอกชนและองค์กรต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม เท่าที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะเป็นอย่างไร

เกิดปัญหาเรื่องการควบคุมคุณภาพการจัดศึกษาที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น โรงเรียนประถมฯที่จะขยายชั้นเรียนเพิ่มเป็น ม.-๓ จำเป็นต้องรับนักเรียนกลุ่มด้อยหรือกลุ่มเสี่ยงที่ถูกผลักดันออกมาจากโรงเรียนขนาดใหญ่ กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานไม่มีความเชี่ยวชาญในการกำกับดูแลหรือส่งเสริมสนับสนุนโรงเรียน หน่วยงานที่มีงบประมาณเช่น หน่วยงานท้องถิ่น ไม่ได้จัดงบประมาณสนับสนุนการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

ข้อเสนอแนะคือ ควรแยกสถานศึกษาออกเป็น ๓ ระดับ คือ ปฐมวัยและประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย และส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้สามารถแข่งขันกับสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐได้ เช่น ให้สถาบันภาครัฐเปิดสอนเฉพาะสาขาที่มีการลงทุนสูง เช่นแพทย์ เทคโนโลยี เป็นต้น สาขามนุษยศาสตร์และสังคมควรเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเป็นผู้ดำเนินการ ก็จะทำให้ควบคุมอัตราการผลิตบัณฑิตออกมาให้เหมาะสมและไม่ตกงานมากจนเกินไป


. ผลของการพัฒนาการศึกษาในยุคปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ที่ส่งผลต่อการพัฒนาการศึกษาของประเทศ มีแนวโน้มจะเป็นอย่างไรในอีก ๕-๑๐ ปีข้างหน้า

จะทำให้เกิดการตื่นตัวต่อการศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะประเทศไทยจะต้องเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ที่จะต้องปรับปรุงนโยบายและทิศทางการศึกษาของไทยให้ทัดเทียมประเทศเพื่อนบ้านเช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย โดยเฉพาะทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลางในการศึกษาและทำงานร่วมกับประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน การศึกษาจะกลายเป็นธุรกิจชนิดหนึ่งที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในการแข่งขันภายในกลุ่มประเทศอาเซียน


. ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาของคนไทยแต่ละกลุ่ม เช่น แรงงาน คนกลุ่มน้อย ผู้ไม่รู้หนังสือ คนสูงอายุ คนเข้าเมือง ฯลฯ น่าจะมีอะไรบ้างและแก้ไขอย่างไร

ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคได้แก่ ความยากจน การเข้าไม่ถึงแหล่งทุน การเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และความเหลื่อมล้ำของ

แนวทางการแก้ไขได้แก่ การส่งเสริมการศึกษานอกระบบ(กศน.)และการศึกษาตามอัธยาศัยให้มีคุณภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะจะสามารถเข้าถึงกลุ่มคนที่อยู่ถิ่นทุรกันดารได้ดีกว่าการศึกษาในระบบ และหลักสูตรควรเป็นหลักสูตรระยะสั้นๆ ที่เรียนจบแล้วสามารถประกอบอาชีพได้ ไม่จำเป็นต้องเน้นให้ได้ปริญญา


. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาของคนไทย ทุกกลุ่มทุกระดับการศึกษา น่าจะมีอะไรบ้าง จะเพิ่มปัจจัยเหล่านี้ได้อย่างไร

ปัจจัยที่ส่งเสริมการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาได้แก่ การขยายหรือจัดตั้งสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ การส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งข้อมูลสารสนเทศเช่น ห้องสมุด อินเทอร์เน็ต และการลดค่าบริการด้านการสื่อสารให้ถูกลง


. ระบบการศึกษา เศรษฐกิจ สภาพทางการเมืองและทัศนคติของคนเมืองไทยต่อการศึกษา มักจะเกี่ยวพันกัน ท่านคิดว่าระบบต่างๆ เหล่านี้ควรจะปรับอย่างไร เพื่อให้คนไทยมีโอกาสทางการศึกษาทั้งปริมาณและคุณภาพสูงขึ้นเพียงพอจะยืนหยัดอยู่ในอาเซียนและสังคมโลกได้

ระบบการศึกษาไทยมีขนาดใหญ่มากเกินไป จับต้องตรงไหนก็พบปัญหา เช่น ปัญหาหนี้สินของครู ปัญหาคุณภาพการเรียนการสอน ปัญหาคุณภาพผู้เรียน และการบริหารที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการหรือสถานการณ์จริง ประเทศไทยควรปรับทิศทางการพัฒนาประเทศอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วพัฒนาประชากรให้สอดคล้องกับนโยบายนั้น เช่น การพัฒนาประเทศให้เป็นประเทศอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และธรรมชาติ เป็นต้น อาจต้องมีการกำหนดพื้นที่ในประเทศออกเป็นส่วนๆ เช่น เขตอุตสาหกรรม เขตเกษตรกรรม เขตท่องเที่ยว เป็นต้น เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นได้ศึกษาตรงความต้องการของภาคธุรกิจ และสามารถพัฒนาท้องถิ่นของตนได้


. ข้อเสนอแนะ/ความเห็นอื่นๆ ที่ท่านต้องการให้คณะผู้วิจัยนำเสนอต่อกระทรวงศึกษาธิการประเทศไทยเพื่อพัฒนาการศึกษาไทยให้เข้าสู่ระดับโลกในอนาคตอันใกล้เช่น ๑๐ ปี

ควรกำหนดเพดานการกู้ยืมเงินของบุคลากรทางการศึกษาไม่ให้ก่อหนี้สินเกินตัวจนส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและคุณภาพการจัดการเรียนการสอน.



วันนี้ได้รับจดหมายประทับตราหน้าซองว่า  "ด่วน"  และมุมล่างประทับคำว่า  "ลับมาก"  พอเปิดเข้าไปดูเนื้อในก็ได้พบว่า  เป็นจดหมายและมีแบบสอบถามแนบมาด้วย  ในนั้นบอกว่าเป็นแบบสอบถามงานวิจัยระดับปริญญาเอก  เกี่ยวกับโมเดลการบริหารการเงินโรงเรียนพระปริยัติธรรม  แผนกสามัญศึกษา  ยังดีที่มีแนบซองเปล่าสำหรับส่งกลับมาด้วย  แต่กลับไม่ติดสแตมป์ที่ซองเปล่านั้น  หากแต่ไปพบว่าสแตมป์ราคาห้าบาท  ถูกเย็บด้วยสแต๊ปเปิ้ลบนซองนอก  ซึ่งทำให้นึกขำว่า  จะรีบอะไรอะไรนั้น  ทำไมไม่ทำให้เสร็จเรียบร้อยก่อน  ค่อยส่งไปยังกลุ่มตัวอย่าง

พออ่านจดหมายนำแล้วทำให้ทราบว่า  ผู้วิจัยอยากให้ผู้อำนวยการโรงเรียนกับเจ้าหน้าที่การเงินโรงเรียน  ตอบแบบสอบถามคนละฉบับ  เลยทำให้ผู้เขียนเกิดความลังเลว่าจะตอบคำถามเหล่านั้นได้อย่างไร  เพราะเป็นแบบสอบถามที่สอบถามข้อมูลต่างๆ  ในเชิงลึก  จนอดที่จะคิดไม่ได้ว่า  จะมีโรงเรียนไหนบ้างที่จะลงมือคำนวณจำนวนเงินย้อนหลังไปถึงหกปีก่อนที่ต้องจำแนกเป็นค่าใช้จ่ายในหมวดต่างๆ  ตามที่ผู้วิจัยต้องการได้ 

เมื่อมองแบบสอบถามสองฉบับนี้  ก็พบว่าเป็นแบบสอบถามฉบับที่มีเนื้อหาเหมือนกัน  แต่ให้แยกตอบในฐานะผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่การเงิน  หากจะให้ความเป็นธรรมในส่วนของการกรอกข้อมูลตัวเลขการเงินที่เจ้าหน้าที่การเงินโรงเรียนคงจะพอทำให้ได้  แต่ข้อคำถามที่ถามในนโยบายการบริหารการเงิน  จะให้เจ้าหน้าที่การเงินตอบได้อย่างไร  ในเมื่อเขาเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ทำงานตามคำสั่ง  ไม่ใช่ผู้กำหนดแนวทางการทำงานหรือนโยบาย  ถ้าเขาแสดงความคิดเห็นในภาระงานที่เขาไม่ได้รับผิดชอบหรือรู้เรื่อง  ก็อดคิดไม่ได้อีกว่า  คำตอบของเขาจะมีความเที่ยงตรงต่อประเด็นคำถาม/ปัญหาได้หรือไม่  และไม่รวมถึงการขาดสารสนเทศ  ไม่มีใบปะหน้าสำหรับบอกสารสนเทศว่า  แบบสอบถามนี้จะนำไปใช้ประโยชน์อะไร  และจะให้ความมั่นใจในการปกปิดข้อมูลที่ตอบไปอย่างไร

จริงๆ  แล้ว  งานวิจัยเล่มนี้  น่าจะเก็บข้อมูลจาก  ๑.  ผู้จัดการโรงเรียน  ที่เป็นผู้รับผิดชอบการเงินโรงเรียน  และ  ๒.  ผู้อำนวยการโรงเรียนหรือรองผู้อำนวยการที่รับผิดชอบการเงิน  มากกว่าที่จะไปถามเจ้าหน้าที่  เพราะโรงเรียนพระปริยัติธรรม  แผนกสามัยศึกษา  มีผู้จัดการโรงเรียนเป็นคนดูแลการเงินของโรงเรียนทั้งระบบ  อาจจะได้ข้อมูลที่สอดคล้องกับการนำเสนอโมเดลการบริหารการเงินได้อย่างน่าเชื่อถือมากกว่า 

หรือการที่ผู้วิจัยต้องการข้อมูลการใช้จ่ายเงินด้านต่างๆ  ของโรงเรียนพระปริยัติธรรม  ก็อาจจะไปขอข้อมูลทุกโรงเรียนทั่วประเทศได้จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  น่าจะสะดวกต่อโรงเรียนต่างๆ  มากกว่า  เพราะเวลาผ่านไปถึงหกปี  จะมีซักกี่โรงเรียนที่เก็บข้อมูลการเงินไว้อย่างครบถ้วน  ยิ่งโรงเรียนพระปริยัติธรรมมีการเปลี่ยนแปลงบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่บ่อยๆ  จะสามารถหาข้อมูลช่วยตอบแบบสอบถามให้แก่ผู้จัยได้หรือไม่

ความจริงแล้ว  การที่ผู้วิจัยจะทำแบบสอบถามไปถามใคร  ผู้เขียนก็อยากจะแสดงความคิดเห็นว่า  ขอให้คำนึงถึงบริบทความเป็นจริงที่ท่านจะได้รับความร่วมมือในการให้ข้อมูลได้หรือไม่  ยิ่งแบบสอบถามยาวๆ  หลายแผ่น  อ่านแล้วก็สับสนงุนงง  และยุ่งยากที่จะกรอกข้อมูลเช่นนี้  ท่านจะได้แบบสอบถามกลับคืนไปซักกี่ฉบับ  เป็นเรื่องที่น่าคิด

ทำให้อดคิดถึงนักศึกษาปริญญาเอกท่านหนึ่ง  เดินทางมาเชิญผู้เขียนถึงหนองคายให้ไปร่วมวิพากย์ผลการวิจัยที่โคราช  ทำให้ผู้เขียนรู้สึกซาบซึ้งจนได้รับปากไปร่วมงาน  แม้จะเดินทางไกลและได้พูดเพียงแค่สิบกว่านาที  แต่นักศึกษาท่านนั้นก็ให้เกียรติผู้เขียนมาก  แม้ว่าท่านจะเป็นผู้ใหญ่ด้วยวัยและฐานะมากกว่าผู้เขียน  แต่ท่านก็ให้ความนับถือผู้เขียน  จนผู้เขียนรู้สึกเป็นเกียรติและยินดีให้ความร่วมมือในการวิจัยของท่านอย่างเต็มที่ 

ซึ่งต่างจากการจะตอบแบบสอบถามชุดนี้  ที่รู้สึกอึดอัดไม่ว่าจะตอบข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็น  เพราะมีความรู้สึกว่ากำลังถูกบังคับให้ตอบคำถามที่ตัวเราไม่อยากจะตอบสักเท่าไร  อันเป็นเหตุมาจากเกิดอาการมึนงงกับแบบสอบถามที่ยาวถึงสิบหน้าและคำถามที่อ่านแล้วก็ชวนสับสนงุนงงอยู่ทุกๆ  หน้า

ผู้เขียนรู้สึกขำแล้วอมยิ้มจนอดที่จะหัวเราะกับคำตอบของนักเรียนที่เป็นสามเณรชาวเนปาลไม่ได้  (รอนู ปุระมิมาคาร์) เป็นเด็กชาวเนปาล อายุ ๑๖ ปี ที่จริงเป็นคนที่ขยันมาก  นิสัยใจคอก็ดีมีมารยาท  รู้จักกราบไหว้  มีิจิตอาสาดีมากๆ  คนหนึ่ง  เขามาบวชเณรที่ไทยและกำลังเรียนหนังสืออยู่ที่หนองคาย  อยู่มาแล้ว  ๑  ปี  สามารถพูดอ่านเขียนไทยได้คล่องแคล่ว  บางทีอ่านเขียนไทยเก่งกว่าเด็กไทยบางคนด้วยซ้ำ

เช้าวันนี้มีสอบประจำสัปดาห์วิชาภาษาบาลี ตอนที่ ๑ เป็นปรนัยให้กากะบาด ตอนที่ ๒ ให้เขียนแผนผังโครงสร้างเรื่อง อาขยาตในภาษาบาลี โดยครู(ผู้เขียน)ได้เขียนภาษาอังกฤษกำกับไว้เพื่อสำทับความเข้าใจของรานูด้วยว่า  ให้เขียนแผนผัง (Mind Map) แทำเป็นโครงสร้างใหญ่ๆ ของเรื่องอาขยาต (Structure of A-Kha-Yat) ตอนแรกก็ถามว่า  "รานู  เข้าใจไหม" รานูทำหน้างงเล็กน้อยแล้วก็ตอบว่า  "เข้าใจครับ" แล้วพอตอนส่งกระดาษคำตอบกลับปรากฏว่าเขาส่งกระดาษเปล่าในตอนที่  ๒  แล้วก็ส่ายหัวว่า  "ทำไม่ได้ครับ"  ครูถามว่า  "ทำไม  ทำไม่ได้  ทำไมไม่ทำ"  คำตอบที่ได้รับกลับมาก็คือ  "ทำไม่ได้ครับ" 

ตอนแรกผู้เข้าใจว่า  รานูคงไม่เข้าใจวิธีทำและจำเนื้อหาที่จะนำมาตอบไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนต้องขำออกมาพร้อมๆ กับนักเรียนคนอื่นๆ  ในห้องก็คือ  เพื่อนๆ  เดินไปถามรานูว่า  ทำไมไม่ทำตอนที่  ๒  หรือว่าไม่เข้าใจวิธีทำ  ถามซ้ำ  หลายครั้ง  รานูก็เลยพูดไทยสำเนียงเนปาลว่า  "ม๊ายช๊ายม๊ายเค๊าจั๋ย เค๊าจายยู๊ แต่หว่า  ทำม๊ายด๊าย จำม๊ายด๊าย เลยทำม๊ายเป็น"  ทุกคนฟังแล้วก็ขำ

ทำให้ผู้เขียนคิดในใจแล้วก็พูดเล่นๆ  กับนักเรียนไทยคนอื่นๆว่า  "เออ..นักเรียนแขก เขาทำไม่ได้ ก็บอกว่าทำไม่ได้ แต่นักเรียนไทยบางคน ไม่ยอมรับว่าทำไม่ได้แต่ก็ยังไปอุตส่าห์ลอกเพื่อนอีกต่างหาก!" 

บ่อยครั้งที่ผู้เขียนมักจะถามนักเรียนว่า  ต้องการนำเสนออะไร  เป็นเนื้อหา  ภาพประกอบ  ฉากหลังที่ละลานตา  หรือว่าตัวการ์ตูนดุ๊กดิ๊กๆ  อะไรก็ไม่รู้ที่ทำให้ PowerPoint ของนักเรียนดูลายตาไปหมด

บางทีก็น่าเสียดายที่เนื้อหาการนำเสนอดีๆ  ของเด็กที่ขึ้นไปบนเวที  ไปนำเสนอผลงานหรือผลการศึกษาค้นคว้าจากโครงงานเรื่องต่างๆ  เพราะเด็กๆ  ไปคัดลอกเอาเนื้อหาที่เป็นตัวหนังสือไปวางไว้ที่ PPT  จนเต็ม  แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ  ตัวหนังสือเหล่านั้นมักจะเป็นตัวเล็กๆ  เพราะจะตัดตรงนั้นก็เสียดาย  จะทิ้งตรงนี้ก็จะเสียดายเหมือนกัน  ทั้งๆ  ที่จริง  การนำเสนอโดยใช้  PPT  ไม่ว่าใครก็ตาม  ควรจะต้องคำนึงถึงการออกแบบให้มากๆ  ต้องวิเคราะห์แม้แต่กระทั่งห้องประชุมที่มีแสงเข้ามามากน้อยแค่ไหน  หรือไม่ก็อาจจะต้องเดินไปดูด้วยว่า  เครื่องโปรเจคเตอร์มันยี่ห้ออะไร  มีความสว่างจ้ามากน้อยแค่ไหน  เพราะจะได้ไปออกแบบให้  PPT  ของเราดูดี  ดูเด่น  มีเสน่ห์  ว่าจะต้องใช้สีพื้นหลังทีบหรือจาง  ตัวหนังสือจะต้องตัดกับพื้นหลัง  

เพราะฉะนั้น  เวลาจะออกแบบ  PPT  เพื่อนำเสนอในที่ใดๆ  ก็ตาม  ข้อควรคำนึงเบื้องต้น  ได้แก่

  ๑.  ภาพพื้นหลัง  ควรใช้สีเข้มพอประมาณ  หลีกเลี่ยงการใช้พื้นหลังสีขาว  และที่สำคัญ  ถ้าพื้นหลังเป็นภาพ  รูปภาพ  รูปวาด  หรือรูปถ่าย  ควรจะเป็นภาพที่มีความหมายสื่อถึงเรื่องราวที่นำเสนอ  ผู้เขียนมักจะเจอเด็กเอาภาพการ์ตูนญี่ปุ่นมาเป็นฉากหลังของ  PPT  วิชาพระพุทธศาสนา  อยู่เสมอ  เหตุผลของเด็กก็คือ  ผมชอบครับ  หนูชอบค่ะ.

  ๒.  ตัวหนังสือ  ต้องตัดกับพื้นหลัง  และที่สำคัญต้องมีขนาดใหญ่  พอให้คนในห้องประชุมที่นั่งอยู่ไกลเกือบ  ๕๐  เมตร  มองเห็น  ไม่ต้องกังวลว่า  ผู้ชมจะไม่รู้เนื้อหาสาระครบถ้วนถ้านำเอาเฉพาะหัวข้อใหญ่ๆ  ประเด็นสำคัญๆ  ภาพที่โดดเด่นน่าดูชม  เพราะคนฟังส่วนใหญ่ชอบฟัง  แค่อ่านและดูก็เฉพาะที่น่าสนใจจริงๆ  ทางออกคือ  เรานำเอาแค่หัวข้อหรือจุดเน้นขึ้นจอ  ส่วนรายละเอียดก็พูดนำเสนอด้วยท่วงท่ากระชับ  ชัดเจน  ตรงประเด็น  แบบนี้ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว

  ๓.  ส่วนการใช้เทคนิคพิเศษ (Effect)  ควรใช้เท่าที่จำเป็น  เพราะบางทีเพื่อนๆ  ก็นั่งหาวนอนกว่าเอฟเฟคจะมา  จะไป  จะย้อนกลับ  ยิ่งไปเจอคอมพิวเตอร์ที่ช้าๆ  อืดๆ  ไวรัสเต็มเครื่องแล้วล่ะก็  งานนี้ได้หาวนอนกันแน่  หรือไม่ก็ตกอกตกใจกันเมื่อเสียงเอฟเฟคประกอบเสียงดังมากไป  แถมไม่เข้ากับเนื้อหาของงานอีกต่างหาก

ผู้เขียนเดินดูฟิวเจอร์บอร์ดหรือป้ายนิเทศที่เด็กๆ  ใช้ความพยายาม  ใช้แรงงาน  ใช้ความคิดสร้างสรรค์  ทำออกมาอย่างสวยงาม  มีมิติ  สื่อสารได้ชัดตรงประเด็น  จนบางทีคิดเล่นๆ  ว่า  ทำไมไม่ยกเอาฟิวเจอร์บอร์ดอันนี้ไปใส่หน้าจอคอมพิวเตอร์แทน PPT  เลย  เพราะทำสวยกว่า  PPT  ที่ทำจากคอมพิวเตอร์เสียอีก

ครูมีส่วนสำคัญที่จะช่วยชี้แนะนำทางเด็ก  เริ่มตั้งแต่การกำหนดวัตถุประสงค์  ขั้นตอนการศึกษา  และขั้นนำเสนอผลการศึกษา  อีกข้อหนึ่งที่มักจะมองข้ามก็คือ  ปล่อยให้เด็กเขียนบทคัดย่อ  (Abstract)  แบบมั่วๆ  โดยไม่ได้สนใจเลยว่าจะถูกหรือผิด  จะตรงประเด็นหรือเปล่า  โครงงานของเด็กส่วนใหญ่  จึงมักจะออกมาในรูปของงานที่แยกส่วน  ที่เอามาเชื่อมกันแล้ว  แทบจะเป็นรูปร่างแปลกประหลาด  ต่อกันออกมาเป็นแบบแขนเอาไปไว้บริเวณขา  เอาขาไปทำเป็นแขน  เป็นต้น

มีหลักคิดอยู่ข้อหนึ่งเกี่ยวกับการนำเสนอก็คือ  สื่อดี..ไม่สู้พรีเซนต์ดี  ถ้าได้นักพูดดีๆ  แม่นยำตรงประเด็น  รู้จักจังหวะเวลา  มีเทคนิคเสียงสูงต่ำ  ชักนำให้คนฟังคล้อยตามได้  ต่อให้หน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ขนาดไหน  คนฟังก็เชียร์ใจขาดครับ  ผมเคยเห็นมาแล้วหลายคน.


ยายยิ้ม ยิ้มเย้ยยาก
ท่ามกลางป่าเขา ที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ซึ่งถูกปกคลุมด้วยผืนป่าอันหนาทึบ ห่างไกลผู้คนและเงียบสงัด แต่ที่นั่นเป็นเหมือนบ้านที่อบอุ่นท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขาและธรรมชาติ จะมีคนแก่สักกี่คนที่เลือกจะใช้ชีวิตบั้นปลายในวัย 80 กว่า อยู่เพียงลำพังอย่างเดียวดาย แทนการห้อมล้อม การเอาใจใส่จากลูกหลาน แต่ยายยิ้ม เลือกที่จะใช้ชีวิตในป่ากว้างที่หลายคนอาจมองว่า ชีวิตความเป็นอยู่แสนยากลำบาก อ้างว้าง เงียบเหงา แต่นั่นคือสิ่งที่คนภายนอกมองและตัดสินใจ ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม ทุกโมงยามที่ผ่านไปของยายล้วนมีคุณค่า ไม่ได้ผ่านพ้นไปอย่างไร้ค่า การมีชีวิตอยู่ของยายหมดไปกับการปลูกต้นไม้ ทำฝายเล็ก ๆ ที่ยายได้อาศัยในยามหน้าแล้ง และยังเป็นสายธารหล่อเลี้ยงบรรดาสัตว์และต้นไม้บนผืนแผ่นดินนี้ กิจวัตรประจำวันและการหาอยู่หากินของยาย เป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่เบียดเบียนเพื่อนร่วมโลก สิ่งที่ยายใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตมากว่า 80 ปี คือ ธรรมะ ทุก ๆ วันพระ ยายจะเดินลงมาจากเขา ด้วยระยะทางเกือบ 8 กิโล บวกกับวัยชราของยาย จึงทำให้ยายใช้เวลาในการเดินทางกว่า 3 ชั่วโมง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ศรัทธาของยายเสื่อมถอยลง การเลือกทางเดินชีวิตของยายใช่ว่ายายจะไม่มีทางเลือก ยายยังมีลูกหลาน ซึ่งต่างคนก็มีฐานะที่พอจะดูแลยายได้อย่างสบาย หลายคนทักท้วงกับการตัดสินใจของยาย หลายครั้งที่ต่างขอร้องให้ยายกลับลงมาอยู่ที่บ้าน แต่ยายยังคงยืนกรานที่จะใช้ชีวิตอยู่บนเขาอย่างที่ผ่านมา อะไรทำให้ยายเลือกใช้ชีวิตเพียงลำพังในวัยที่ต้องการความรัก การเอาใจใส่จากลูกหลานและคนรอบข้าง และยายใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวอย่างไรให้มีความสุข ติดตามเรื่องราวของยายยิ้ม ยายที่ยิ้มได้แม้ในยามยาก ได้ในรายการ คนค้นคน 22. 15 น. วันอังคารที่ 30 พ.ย. และ 7 ธ.ค. 53 นี้ ทางโมเดิร์นไนน์ ทีวี


Blog EntrySep 10, '10 9:29 PM
for everyone
The Proceeding of International Conference on Educational Research 2010: ICER2010 at Khon Kaen University, Sep10-11, 2010
Attachment: ICER 2010 Proceeding.pdf


อัศจรรย์  วันฟ้าใส  ฝนไม่ตก
ไร้เมฆปก  คลุมท้องฟ้า  ไม่น่าหมอง
ท้องฟ้าใส  ไร้เมฆา  ดูน่ามอง
ตามครรลอง  ต้องสดใส  หทัยบาน

แต่ท้องฟ้า  ใยไม่ส่อง  มองพื้นราบ
เหมือนจะทราบ ผืนดิน  แตกระแหง
เหมือนจะหลบ ละทิ้ง ผืนดินแดง
หรือว่าแกล้ง พสุธา ตามยถากรรม

ลิงโมโห ลิงโกธา มาจากไหน
ลิงเคียดขม ลิงขื่น  ลิงโกรธใคร
ลิงมาลง  ลิงมาใส่  ลิงไม่ยั้ง
ลิงไม่ฟัง หรือว่าลิง ลืมกินยา

ลิงบอกว่า โกรธเพื่อนมา จนขาสั่น
ลิงชังมัน เพื่อนคนนั้น ทำโมโห
ลิงโกรธมาก พุทธไม่ช่วย แม้ถึงโธ
ครูมาโผล่ ตอนนี้ ดีเสร็จลิง

"มาก็ว่า ซังพระจารย์  นั่นนาสู
 ก็บ่รู้  เห็นพระจารย์  ล่ะน่าซัง
 ยืนก็ซัง นั่งก็ซัง กระทั่งเดิน
 ซังจนเพลิน ซังจนเขิน เมินยังซัง" (ฮ่าๆๆ)

บ่ใช่อิฐ ทองสัมฤทธิ์ พระโบกปูน
ให้คนนู้น คนนี้ มาว่าใส่
ให้คนนั้น  มาสาบาน  สาบแช่งใคร
เพราะเป็นพระ มีเนื้อไข ใจบางบาง

อนิจจา เป็นพระ อาจารย์เด็ก
ปัญหาเล็ก ปัญหาใหญ่ ยากไกลเหิร
แม้ว่าเด็ก จะชัง จะหมางเมิน
ก็จะเดิน ไปถาม ด้วยห่วงใย

ลงมาเถิด  ลงได้  และลงดี
ลงทางนี้  ลงมา  และลงซ้ำ
ลงมาเลย ลงได้ ลงทุกวัน
ลงที่ฉัน ชื่อว่าครู ผู้อาทร

บทความนี้ ได้แรงบันดาลใจมาจาก  "ลิงกัง" ผู้ที่คิดว่าเพื่อนแท้หาได้ที่ชายหาด


ในบรรดาพระอรหันต์ที่ตรัสรู้ฉับพลันรวดเร็ว  มีพระอรหันตสาวกท่านหนึ่งนามว่า  "พระพาหิยะ"  เป็นผู้ที่ได้รับยกย่องจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า  "เป็นผู้มีความเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายด้านตรัสรู้เร็วพลัน" 

แต่มีข้อน่าสังเกตกรณีพระพาหิยะ  ดังนี้  ๑)ท่านไม่ได้บวชเป็นพระภิกษุหลังจากบรรลุพรอรหันต์แล้ว  ๒)ท่านถูกแม่โคขวิดที่ลำตัวจนถึงเสียชีวิตทั้งที่ท่านได้บรรลุเป็นพระ อรหันต์แล้ว  ๓)ท่านก็ได้รับคำนำหน้าว่า  "พระ"  เฉกเช่นพระภิกษุรูปอื่น  แม้จะมิได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุเลยก็ตาม

ตามประวัติของท่านก่อนมาเกิดในศาสนาของพระสมณโคดม  ในอดีตชาติท่านเคยบวชเป็นพระและได้ชักชวนเพื่อนพระอีกหกรูปขึ้นไปปฏิบัติ ธรรมบนภูเขาแห่งหนึ่ง  โดยตั้งสัจจะกันไว้ว่า  หากไม่ได้บรรลุธรรมวิเศษใดๆ  ก็จะขอยอมสิ้นชีพอยู่บนภูเขาแห่งนี้  ในที่สุดองค์หนึ่งได้บรรลุธรรมเป็นอรหันต์  อีกองค์ได้บรรลุธรรมขั้นพระอนาคามีตายไปเกิดเป็นพระพรหม  อีกสี่องค์ที่เหลือได้มาเกิดในศาสนาของพระสมณโคดม  หนึ่งในสี่นั้นก็มีพระพาหิยะรวมอยู่ด้วย

เดิมได้มีนามว่า  ทารุจิริยะ  แต่เมื่อเติบใหญ่เป็นหนุ่ม  พาหิยะได้ไปค้าขายทางเรือ  วันหนึ่งเรือแตกจมลงเพราะโดนพายุ  เขาได้เกาะกิ่งไม้จนรอดชีวิตไปเกยฝั่งที่ท่าน้ำชื่อว่า  สุปารกะ  ชาวบ้านแถบนั้นเห็นเขามีเสื้อผ้าหลุดรุ่ยก็หลงเข้าใจว่าเขาเป็นพระอรหันต์  เพราะเชื่อว่าพระอรหันต์ย่อมไม่ใช้สอยบริโภคมาก  จึงนำข้าวปลาอาหารมาให้จนในที่สุดเขาก็เขาก็ได้หลงเข้าใจว่าตนเป็นพระ อรหันต์จริงๆ  จึงนุ่งผ้าที่ทำด้วยเปลือกและใบไม้เรื่อยมา  

ต่อมา  พระพรหมที่เคยเป็นเพื่อนกันในอดีตชาติ  ได้ลงมาบอกแก่เขาว่า  ตัวเขานั้นมิใช่พระอรหันต์จริงๆ  เมื่อเขาได้ทราบว่า  มีพระอรหันต์นามว่าพระโคดมพุทธเจ้าอยู่ที่เมืองสาวัตถี  เขาได้เกิดความสลดใจเป็นอย่างยิ่ง  จึงได้ออกเดินทางจากท่าสุปารกะไปยังเมืองสาวัตถีในค่ำคืนนั้นเอง  โดยมิได้หยุดพักผ่อนระหว่างทาง  เพราะอยากเร่งรีบไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อขอฟังธรรมให้เร็วที่สุด

พอรุ่งเช้าก็เดินทางถึงวัดพระเชตวัน  เมืองสาวัตถี  จึงได้เข้าไปถามพระรูปหนึ่งว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่  ณ  ที่ใด  เมื่อไต่ถามทราบว่าเขาเดินทางไกลมาโดยใช้เวลาเพียงแค่คืนเดียวทั้งๆ  ที่น่าจะใช้เวลานานนับเดือนเพราะหนทางไกลมาก  พระได้บอกให้รออยู่ก่อนเพราะพระพุทธเจ้ากำลังไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน  แต่พาหิยะได้อ้อนวอนว่า  "กระผมไม่รู้ว่าชีวิตของกระผมหรือแม้แต่พระชนม์ชีพของพระพุทธเจ้า  จะสิ้นสุดลง  ณ  บัดนี้หรือเมื่อใด  กระผมมิอาจรอได้แม้แต่เพียงน้อยนิด  จึงบอกกระผมเถิดว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่  ณ  ทิศใด"  พระจึงได้ชี้ไปยังทิศที่พระพุทธเจ้ากำลังบิณฑบาตอยู่

พาหิยะตามไปยังทิศจนนั้นจนได้พบพระพุทธเจ้าแล้ว  จึงได้กราบทูลขอฟังธรรมแม้พระพุทธเจ้าจะห้ามไว้ถึงสองครั้งว่าเวลานี้กำลัง บิณฑบาตอยู่  พาหิยะก็ได้อ้อนวอนโดยกล่าวถ้อยคำเหมือนได้กล่าวกับพระที่วัดพระเชตวัน  เมื่อพระบรมศาสดาพิจารณาว่าเขาได้หายเหนื่อยและมีอัชฌาศัยที่บริบูรณ์พร้อม แล้ว  จึงได้ตรัสสั้นๆ  ว่า  "พึงปิดตา  พึงปิดหู  แล้วพึงเปิดใจ"  เขาได้ฟังเท่านั้น  ก็ถึงเข้าใจถึงอริยสัจสี่  แล้วได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในบัดนั้นเอง

เมื่อเขาขอบวช  พระองค์ได้บอกให้เขาไปหาบาตรและผ้าไตรจีวร  เขาได้ออกเดินทางไปครู่หนึ่ง  พอลับตาพระพุทธเจ้าแล้ว  เขาได้ถูกแม่โคตัวนึงขวิดจนเสียชีวิตในที่สุด  พระภิกษุพากันยกโทษว่าเป็นเพราะพระพุทธเจ้าใช้ให้เขาไปหาผ้า  แต่ไม่ยอมบวชให้หลังเขาบรรลุธรรมแล้ว  

พระองค์ได้ตรัสแก่ภิกษุเหล่านั้นว่า  การที่บาตรและจีวรไม่ได้ปรากฏขึ้นแก่พาหิยะเฉกเช่นพระอรหันต์องค์อื่น  เป็นเพราะอดีตชาติเขาไม่เคยเอื้อเฟื้อภิกษุอื่นด้วยการบริจาคหรือให้ผ้าที่ เขามีแก่ผู้อื่นเลย  แต่เขากลับคิดว่าพึงใช้สอยเพียงตนก็พอแล้ว  ส่วนแม่โคที่มาขวิดนั้นเป็นนางยักษิณีจำแลงกายมาเป็นแม่โคเพราะเคยอาฆาตไว้ ในชาติก่อนๆ  ที่พาหิยะและเพื่อนเคยลวงนางไปร่วมสังวาสแล้วไม่ยอมจ่ายค่าจ้างแล้วยังพากัน ฆ่านางและขโมยเอาทรัพย์นางไป  นางจึงได้ผูกอาฆาตไว้  เป็นเพราะกรรมของพาหิยะเอง!

แต่พระองค์ตรัสต่ออีกว่า  "ในบรรดาภิกษุผู้เลิศทั้งหลาย  พาหิยะได้ชื่อว่าเป็นเอตทัคคะเลิศกว่าภิกษุทั้งปวงด้านเป็นผู้ตรัสรู้เร็ว พลัน"

 

หากเราพิจารณาเรื่องนี้แล้ว  พึงหาโอกาสให้ทานและบริจาคสิ่งของที่ตนไม่ได้ใช้ให้แก่ผู้อื่นบ้างเพื่อ สั่งสมบุญบารมี  และไม่ประมาทว่ากรรมแม้เพียงเล็กน้อย  หรือเนิ่นนานมาแล้ว  จะไม่ให้ผล  เพราะกรรมย่อมติดตัวเขาผู้นั้นไปในทุกๆ  ที่  ดุจดังล้อเกวียนที่หมุนไปตามรอยเท้าของโคตัวมีพละกำลัง  การที่พาหิยะมีคำว่า  "พระ"  นำหน้าชื่อ  เพราะการเป็นพระ  มิได้หมายถึงแค่เพียงผู้นุ่งผ้ากาสาวพัสด์เท่านั้น  แต่มีความหมายที่ลึกซึ้งมากกว่านั้นคือ  การเป็นพระอรหันต์นั่นเอง

ดังนั้น  พึงใช้ชีวิตด้วยความมีเหตุมีผล  และไม่ประมาทในกาลทุกเมื่อ

จิตตปัญญาศึกษา  (Contemplative Education)  เป็นการเรียนรู้ที่หยั่งถึงความตระหนัก  หยั่งรู้  และคำนึงถึงตนและผู้อื่น  ตลอดถึงการใช้สมาธิเรียนรู้อย่างตั้งอกตั้งใจจริงๆ  (Naropa University, USA, 2010)

ตัวอย่างการนำจิตตปัญญาศึกษาไปใช้จัดการเรียนการสอนจริง

วันที่  ๒๗  ก.ค.  ๕๓

ผศ.ดร.ธีระชัย  เนตรถนอมศักดิ์  รองคณบดีคณะศึกษาศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น  ชี้แจงต่อนักศึกษาดุษฎีบัณฑิต  สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา  ก่อนเรียนจิตวิทยาการเรียนรู้  (Behavior, Cognitive and Contructivism)  ว่า 

๑)วิธีการทางจิตตปัญญาศึกษามุ่งเน้นให้เป็นผู้ฟังเป็นผู้ฟังที่ฟังอย่างลุ่มลึกและลึกซึ้งถึงเนื้อหา  (Deeper Listener) 

๒)ไม่ให้สอดแทรกหรือยกมือขึ้นถามขณะที่ฟังผู้นำเสนอ  แต่ให้พบกันครึ่งทางโดยการจดคำถามที่ต้องการถามไว้ก่อน  ค่อยถามเมื่อเพื่อนนำเสนอเสร็จแล้ว 

จากนั้นอาจารย์ก็ได้ให้นักศึกษาออกไปรายงานหน้าห้องด้วย PowerPoint หรือเอกสารประกอบการนำเสนอ (Paper Handout)  ทีละคน  ส่วนเพื่อนที่เหลือก็นั่งฟังอย่างเงียบๆ  มีคำถามสงสัยหรือความคิดเห็นใดๆ  ก็หยิบปากกามาจดลงในสมุด  อย่างเงียบๆ  ไม่ให้รบกวนสมาธิคนนำเสนอ 

เมื่อนำเสนอเสร็จแล้ว  อาจารย์ได้ให้เวลาห้านาทีให้นักศึกษาทุกคนจดประเด็นสำคัญที่ได้รับฟังและคำ ถามที่ตนสงสัย  จากนั้นอาจารย์ให้นักศึกษาแต่ละคนพูดสิ่งที่ตนสงสัยและความคิดเห็นส่วนตัว  ขณะที่อาจารย์ก็จดประเด็นที่น่าสนใจจากนักศึกษาแต่ละคน  และให้คนที่ออกไปนำเสนอทำการสรุปปิดท้าย  (ถึงขั้นตอนนี้นักศึกษาก็ยังคงสงสัยในความรู้ที่ตนรับฟังหรือได้เสนอออกไป อยู่)

อาจารย์ได้อธิบายสรุปโดยเชื่อมโยง  ยกตัวอย่าง  สอบถาม  อภิปรายประเด็นสำคัญร่วมกันนักศึกษาอีกครั้ง  เพื่อให้นักศึกษาเกิดองค์ความรู้เรื่องที่ได้พูดและได้ฟังไปอย่างแท้จริง

โดยวิธีการนี้  นักศึกษาต้องตั้งใจฟังเพื่อนนำเสนออย่างตั้งใจ  และสรุปประเด็นสำคัญเพื่ออภิปรายร่วมกับผู้อื่น  และตรวจสอบความรู้ที่เกิดขึ้นกับอาจารย์ผู้สอนอีกครั้ง  เพื่อยืนยันความถูกต้องของความรู้ที่เกิดขึ้นจากการเป็นผู้สร้างความรู้ด้วย ตัวเองก่อน  (Constructivism; Active Learner)


Blog EntryJul 20, '10 9:54 AM
for everyone

International Conference on Educational Research (ICER) 2010

Tel: + 66-(0)43343-452-3 Ext.303, +66-(0)83 402-3988

Fax: + 66-(0)4334-3454

Email: icer-kku@hotmail.com

Conference website: http://ednet.kku.ac.th/icer2010/

Attachment: Phramaha Tharabun Kuchinda, et al_acceptance_oral-ICER2010.pdf


STANDARDS FOR THE ACCREDITATION OF PROGRAMS IN EDUCATIONAL COMMUNICATIONS AND INSTRUCTIONAL TECHNOLOGY (ECIT)

Attachment: STANDARDS FOR THE ACCREDITATION OF PROGRAMS IN ECIT.pdf

Blog EntryJul 9, '10 10:04 PM
for everyone

Editors: Terry Anderson & Fathi Elloumi

Attachment: Theory and Practice of Online Learning.pdf

Blog EntryJun 14, '10 11:30 AM
for everyone
พระอาจารย์  เจ้าขา  ช่วยหมาหนู
แม่กะย่า  ป๊ากะปู่  ขู่จะเฉือน
ขู่จะฆ่า  จะปล่อยทิ้ง  ไปจากเรือน
สุดสะเทือน  สะท้านใจ  ใยเลือดเย็น

แค่หมาหนู  ฉี่ขี้ราด  ปัดก้นหนี

หนูก็ใช่  ไร้ชั่วดี  หนีนิ่งเฉย

ไม่ได้ละ  ทิ้งปัญหา  ช่างหมาเลย

แม่บ่นว่า  พอทีเว้ย  เอาทิ้งไป


หนูเลี้ยงหมา  จะให้หนู  ดูมันสิ้น
ดับชีวิน  ทนทุราย  ตายดับสูญ
หนูเศร้าโศก  อาทร  วอนอาดูร
หมาไร้บุญ  อยู่ไม่ได้  ในชายคา

พระอาจารย์  เจ้าขา  โปรดรับไว้
ในอ้อมใจ  เมตตา  ปราณีสัตว์
หมาตัวน้อย  รับเอาไว้  ในเขตวัด
หมาซื่อสัตย์  เฝ้าวัด  ได้การงาน

อนิจจา  ก่อนจะมา  เป็นหมาวัด
เดินจรจัด  เขาก็เรียก  หมาเหลือขอ
เดินโซซัด  เขาก็เรียก  หมาบ้าบอ
เดินไปขอ  อาหารกิน  เขายิ่งกลัว

มาเถิดมา  มามะหมา  มาสู่วัด
บรรดาสัตว์  ที่ไม่มี  แหล่งอาศัย
บรรดาสัตว์  ไร้ที่พัก  พิงกายใจ
สู่ร่มไทร  ใต้ร่มเงา  พระสัมมา


Blog EntryMay 7, '10 9:31 AM
for everyone

Attachment: 03LearningOb.pdf


ยักษ์วัดโพธิ์  ยืมเงิน  ยักษ์วัดแจ้ง
แล้วสำแดง  ฤทธา  เดชอาสูร
ยักษ์วัดแจ้ง  ไม่มีเงิน  ไปทำบุญ
สองอสูร  จึงข้ามน้ำ  ห้ำหั่นกัน

ยักษ์วัดแจ้ง  ชี้หน้า  ว่ายักษา
ยืมเงินข้า  หาคืนไม่  ทำไขสือ
ยืมเงินไป  ไม่คิดคืน  เช่นนั้นฤา
หรือจะถือ  ได้เงินเปล่า เบาอุรา

ยักษ์วัดโพธิ์  โอ้โลม  ขอผันผ่อน
ยืมไปก่อน  มินอนใจ  ในหนี้สิน
ยืมเงินไป  ใช้จ่าย  หนี้ที่ดิน
ไฟไหม้สิ้น  สินทรัพย์พัง  ฝั่งท่าเตียน

ยักษ์วัดแจ้ง  แถลงว่า  ตระบัดสัตย์
เห็นได้ชัด  เจตนา  ว่าเฉไฉ
เที่ยวผลัดผ่อน  กี่ครั้งแล้ว  รู้แก่ใจ
มิอาจให้  ผ่อนต่อไป  เจ้ายักษ์พาล

ยักษ์วัดโพธิ์  บันดาล  พาลให้โกรธ
ไฟพิโรธ  ลุกโชติช่วง  ทรวงโทสา
ยักษ์วัดแจ้ง  หยามน้ำใจ  ให้ระอา
มิอาจยอม  ให้ศักดา  ตนราคี

สองยักษี  ทรงฤทธา  อภิเดช
จำแลงเพศ  ร่ายมนตรา  ยักษ์ปักษี
เหาะเหิรฟ้า  ฟาดฟัน  หั่นฤทธี
ไฟอัคคี  เผาผลาญ  บ้านเรือนคน

เจ้าพระยา  เอือมระอา  ยักษ์หัวดื้อ
สุดรับมือ  ยักษ์อักษา  โทสาสูง
ประนมกร  อ้อนวอน  พุทธางกูร
โปรดอาดูร  อาทร  ก่อนช้าไป

น้ำพระทัย  องค์พระแก้ว  มรกต
องค์หมดจด  บริสุทธิ์  ผุดผ่องใส
ทรงเมตตา  กรุณา  ประชาไทย
ทรงรับไว้  แก้ไข  ให้เลิกรา

ทรงบัญชา  ยักษา  ผู้ป้องปัก
หกเทพยักษ์  ผู้ทรงศักดิ์  วัดพระศรีฯ
เข้ายุติ  ห้ำหั่น  สองราวี
นำความดี  คืนสู่  เจ้าพระยา

นครา  สองฝั่ง  กลับหวลสุข
ใจสิ้นทุกข์  ไม่หวาดหวั่น  ขวัญสั่นหาย
สาธุการ  คุณพระแก้ว  มิรู้คลาย
ขอพระแก้ว  คุ้มใจกาย  ไทยร่มเย็น


 






Pages:12345